
“ภาวะ Infodemic” พฤติกรรมจากการเสพข่าวมากเกินขนาด เช็กด่วน! คุณเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงหรือไม่?
08 สิงหาคม 2568

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดยั้งผ่านโซเชียลมีเดีย การรับรู้ข่าวสารอาจกลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเราโดยไม่รู้ตัว ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “Infodemic” หรือ “โรคระบาดข่าวสาร” เกิดจากการผสมของ 2 คำ คือ information" (ข้อมูล) และ "epidemic" (โรคระบาด) ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ปริมาณข่าวที่มากเกินไป แต่ยังรวมถึงความเร็ว ความซ้ำซาก และความคลุมเครือของข่าวที่สร้างความเครียดอย่างต่อเนื่อง

แพทย์หญิงทินารมภ์ ชัยพุทธานุกูล จิตแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพิษณุเวช หนึ่งในโรงพยาบาลใน PRINC Group กล่าวว่า “Infodemic” เป็นคำที่สะท้อนความจริงของยุคข่าวสารได้อย่างชัดเจน ในฐานะจิตแพทย์ เราเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คนไข้หลายรายมีอาการวิตกกังวลเรื้อรังจากการเสพข่าวสารแบบไม่หยุดพัก โดยเฉพาะข่าวที่ขาดแหล่งที่มา ข่าวปลอม ข่าวที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรงและความกลัว ซึ่งมักสร้างความเครียดแบบไม่รู้ตัว ทำให้คนไข้เกิดความรู้สึกหมดแรง หวาดระแวง หรือแม้กระทั่งมีอาการตื่นตระหนกซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน
โดยปัญหาสุขภาพจิตจากการเสพข่าวออนไลน์มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยกลุ่มที่พบมากที่สุดคือ วัยทำงานตอนต้นถึงกลาง อายุประมาณ 28-42 ปี ซึ่งเป็นวัยที่รู้สึกว่า "ต้องรู้ทันข่าว" ตลอดเวลา รวมถึงในกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ได้รับผลกระทบจากสื่อออนไลน์และการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ทำให้เกิดผลร้ายต่อคุณโดยไม่รู้ตัว และหากคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ ควรตระหนักว่าร่างกายและจิตใจกำลังส่งสัญญาณเตือนให้คุณลดปริมาณการรับข่าวลง
- อาการทางร่างกาย: ปวดศีรษะเรื้อรัง, นอนไม่หลับ, ฝันร้าย, ใจสั่นบ่อย, อ่อนเพลียแม้พักผ่อนแล้ว
- อาการทางจิตใจ: กังวลง่าย, หงุดหงิดง่าย, พฤติกรรมเลี่ยงการเข้าสังคม, รู้สึกไม่อยากพูดคุยกับใครเลย

แพทย์หญิงทินารมภ์ ขอยก 1 ตัวอย่างของผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็ภาพชัดเจนว่า “มีผู้ป่วยเพศหญิง วัยกลางคน มีประวัติคุณพ่อเคยเป็นทหารผ่านศึกสงครามช่วงที่ผู้ป่วยยังเป็นเด็ก และในช่วงปัจจุบันคนไข้ได้ติดตามข่าวเรื่องสถานการณ์สงคราม หรือสถานการณ์ไม่สงบต่างๆ และการเกิดเหตุร้ายซ้ำๆติดต่อกัน มีความเชื่อมโยงกับความกลัวความกังวลในอดีตตอนที่ผู้ป่วยยังเป็นเด็ก เริ่มเกิดอาการของ PTSD หรือ โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงเป็นความผิดปกติทางจิตใจ หลังติดตามข่าวสารต่อเนื่องมา 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยเริ่มมีความวิตกกังวลมากกว่าปกติ ฝันร้าย มีความตกใจง่าย กระวนกระวายใจ นอนไม่หลับมากขึ้น จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน มาปรึกษาหมอ ได้รับการรักษาด้วยการแนะนำการจำกัดเวลาเสพข่าว และการทำจิตบำบัดในส่วนของประสบการณ์ในอดีตจนอาการดีขึ้น และเน้นย้ำเรื่องการรับข้อมูลข่าวสารต่อไปในอนาคตต้องสามารถมี Media Literacy หรือการรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนเองค่ะ”

แพทย์หญิงทินารมภ์ เน้นย้ำอีกว่าอาการเหล่านี้คือเสียงเบา ๆ ของร่างกายที่กำลังร้องขอการดูแล หากอาการเหล่านี้รบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ทำงานไม่ได้ หลับยากทุกคืน หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง อย่ารอช้า ควรมาพบจิตแพทย์ เพื่อรับคำปรึกษาและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
วิธีรับมือและป้องกันตัวเอง
1. ตระหนักรู้และยอมรับ: ขั้นแรกคือการยอมรับว่าเรากำลังได้รับผลกระทบจากข่าวสาร
2. กำหนดเวลาในการเสพข่าว: กำหนดเวลาที่แน่นอน เช่น วันละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 นาที
3. Digital Detox: ลองงดใช้โทรศัพท์ก่อนนอน 1 ชั่วโมง หรือกำหนด "วันไร้หน้าจอ" อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน
4. เลือกแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ: เลือกสื่อที่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนและไม่ใช้ภาษาที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง
5. บทบาทของครอบครัว: ครอบครัวควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย และให้การสนับสนุน เช่น พาออกไปเดินเล่น หรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายร่วมกัน
"เราควบคุมข่าวไม่ได้ แต่เราควบคุมการตอบสนองของตัวเองได้ อย่าให้ข้อมูลกลืนความเป็นมนุษย์ของคุณไป และอยากให้ทุกคนตระหนักว่า "ใจของเราก็มีขีดจำกัดในการรับข้อมูลเหมือนร่างกาย" อย่าละเลยเสียงในใจที่บอกว่า "เหนื่อยแล้ว" เราทุกคนมีสิทธิ์จะดูแลใจของตัวเองก่อน โดยไม่ต้องรู้สึกผิด และหนึ่งในเรื่องที่คนมักมองข้ามคือ “การเทียบตัวเองกับคนอื่นในข่าวหรือโซเชียล” ซึ่งเป็นที่มาของความรู้สึกด้อยค่าโดยไม่รู้ตัว หมออยากให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับตัวเราคนเมื่อวาน แทนที่จะเปรียบเทียบกับภาพที่เห็นจากหน้าจอค่ะ สังคมไทยควรเริ่มให้ความสำคัญกับ “การรู้เท่าทันสื่อ” (Media Literacy) ตั้งแต่ระดับเยาวชน รวมถึงการอบรมครู พ่อแม่ และผู้นำชุมชน เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาว” แพทย์หญิงทินารมภ์กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและเคล็ดลับสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กโรงพยาบาล PRINC Group หรือสนใจรับบริการและปรึกษาปัญหาสุขภาพได้ที่โรงพยาบาลในเครือพริ้นซ์ใกล้บ้าน สายด่วนสุขภาพ โทร 1208
บทความสุขภาพอื่น ๆ
บทความทางการแพทย์
17 ตุลาคม 2568
“อายุน้อยก็เป็นได้” สัญญาณเตือนภัยเงียบ Stroke ภัยร้ายใกล้ตัวคนทำงาน
ในยุคที่คนวัยทำงานต้องเผชิญทั้งความเครียดและความเร่งรีบ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่กลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามคนรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด รู้จักสัญญาณเตือน B.E. F.A.S.T. และวิธีป้องกันก่อนที่ “ระเบิดเวลาในสมอง” จะทำงาน
บทความทางการแพทย์
25 พฤศจิกายน 2568
ค่าชาไข่มุกรายวัน สู่ค่ารักษาเบาหวานรายเดือน โรคเงียบที่กำลังไล่ทันคนวัยทำงาน
โรคเบาหวานกำลังกลายเป็นภัยเงียบที่ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น จากสถิติพบผู้ป่วยรายใหม่กว่า 300,000 รายต่อปี และผู้ป่วยอายุน้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมดื่มหวานและอาหารสำเร็จรูปคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคเกิดเร็วขึ้น โดยแพทย์ย้ำว่า “ปรับพฤติกรรม ตรวจคัดกรอง และพบแพทย์ตามนัด” คือกุญแจสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานอย่างมีประสิทธิภาพ
บทความทางการแพทย์
02 กุมภาพันธ์ 2569
ทำไมลูกไอถี่เวลาวิ่ง หรือเหนื่อยง่ายกว่าเด็กคนอื่นๆ? สัญญาณนี้คือ ภูมิแพ้ลงปอด! มาหยุด 6 พฤติกรรมของลูก ลดเสี่ยงภูมิแพ้เรื้อรัง
“ลูกแค่เป็นภูมิแพ้...เดี๋ยวโตไปก็หายเอง” อาจเป็นความเข้าใจที่ผิดและแฝงไปด้วยอันตรายสำหรับลูกน้อย เพราะในทางการแพทย์ ทางเดินหายใจคือระบบที่เชื่อมถึงกัน ตั้งแต่จมูกไปจนถึงปอด โรงพยาบาลในเครือ PRINC Group ชวนคุณพ่อคุณแม่มาร่วมทำความเข้าใจว่า หากปล่อยให้จมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้ ก็ไม่ต่างจากการปล่อยให้ไฟลามเข้าสู่ตัวบ้านอย่าง “ปอด” โดยไม่รู้ตัว เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตพร้อมปอดที่แข็งแรง นี่คือ 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่กุมารแพทย์ด้านภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจอยากให้คุณ “หยุด” เพื่อปกป้องอนาคตลมหายใจของลูกรัก











